skip to Main Content

A. ที่มาที่ไปคืออะไร?

เพราะอะไรถึงมีผลอย่างนั้นเกิดขึ้น
(Why What)

วัยเด็ก

1. พันธุกรรม

ในร่างกายของผู้ใหญ่ที่สืบทอดเชื้อสายความฉลาด ความแข็งแรงทนทานต่าง ๆ มาจากบรรพบุรุษนั้น เปรียบได้กับการได้รับของขวัญอันประเสริฐจาก บุพการีซึ่งจะส่งผลให้มีรูปร่างหน้าตาที่ดีสมส่วน ไม่เกิดปัญหาทางร่างกายต่าง ๆ อาทิ การมีน้ำหนัก เกินกว่าความเหมาะสม ไม่ว่ามากหรือน้อยจนเกินไป การกระจายตัวของไขมันตามร่างกายที่ไม่เหมาะสม และยังส่งผลกระทบบางอย่างที่คนทั่วไปมักจะไม่ สังเกตก็คือ พันธุกรรมที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ มักจะทำให้เด็ก ๆ มีรสนิยมหรือความชอบทางด้าน อาหารการกินที่คล้ายกับบิดามารดารวมไปถึงการ มีความรู้สึกอยากอาหารที่เหมาะสมเป็นต้น

2. ระบบทางเดินอาหาร

ระบบในร่างกายที่สำคัญระบบหนึ่งของคนเราในวัยเด็กนั่นก็คือระบบทางเดินอาหาร เพราะหากเด็กคนใดเกิดมามีโครงสร้าง ร่างกายและระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ดีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลทำให้สามารถย่อยสลายอาหารเพื่อทำการ ดูดซึมสารอาหารต่างๆ อันจะนำไปสู่การสร้างฮอร์โมนหลายชนิดจากระบบทางเดินอาหาร และทำให้เป็นเด็กที่ทานอาหารแล้ว รู้สึกอิ่มแต่พอดีปริมาณอาหารที่ได้รับมีความเหมาะสม อีกทั้ง ไม่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารบ่อย ๆ หรือกินจุกจิกตลอด ทั้งวันจนเกินไป สาเหตุที่ร่างกายของเด็กเหล่านั้นต่างได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่แล้ว และเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารอย่าง เหมาะสมก็ย่อมส่งผลให้การทำงานของ อวัยวะต่างๆในร่างกายสามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติมีภูมิคุ้มกันที่ดีแข็งแรงมักจะ ไม่มีอาการเจ็บป่วยได้โดยง่าย รวมทั้งมีสมาธิและสติปัญญาที่พัฒนาอย่างเจริญก้าวหน้าและแข็งแรงดีเยี่ยมเป็นต้น

3. ระบบลำไส้

ในระบบลำไส้ของคนเรานั้นยังมีลูกบ้านที่อาศัยระบบดัง กล่าวเป็นที่พักอาศัยอยู่อย่างแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งแบคทีเรียที่มีลักษณะพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อร่างกายและแบคทีเรียที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายโดยจะมีสัดส่วนแบคทีเรียที่ดีร้อยละ 80 และแบคทีเรียที่ไม่ดีร้อยละ 20 ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำให้เกิดความสมดุลกันของแบคทีเรียประเภทต่างๆในลำไส้ ซึ่งหากร่างกายสามารถรักษาสมดุลดังกล่าวนี้ไว้ได้ก็ย่อมจะทำให้สามารถย่อยสลายและกระบวนการหมัก (Fermentation) ของอาหารและลำไส้ดำเนินไปได้อย่างเหมาะสม และนำไปสู่การผลิตกรดไขมันชนิดสั้น (Short Chain Fatty Acids-SCFA) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เหมาะสมตามมา อีกทั้งระบบการทำงานนี้จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันภายในลำไส้ที่เรียกว่า GALT (Gut-Associated Lymphatic Tissue) อีกด้วย

4.การเผาผลาญพลังงาน

ในร่างกายของวัยเด็กมักจะมี Basal Metabolic Rate (BMR) หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกายในขณะพักผ่อนที่สูงกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากในร่างกายของพวกเขานั้นมีความต้องการที่จะเผาผลาญพลังงานเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตทางร่างกายและสร้างเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาทำให้ร่างกายของเด็กๆ มักจะเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งในเด็กปกติทั่วไปก็จะทำให้มีรูปร่างที่ดีสมส่วนกว่าในวัยผู้ใหญ่ แม้พวกเขาจะรับประทานอาหารไปเป็นจำนวนมากก็ตามแต่ก็มีกระบวนการเผาผลาญสารอาหารนั้นอย่างดีเยี่ยมเป็นพื้นฐานทำให้เด็กๆ ส่วนใหญ่มักจะมีร่างกายที่ดีนั้นเอง

5. กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน

กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) ในร่างกายของ คนเรานั้นมีเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ซึ่งทำหน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำตนเป็นแบตเตอรี่ สำรองกักเก็บพลังงาน ส่วนเกินไว้ในรูปแบบไขมันภายในเซลล์ นอกจากนี้เพราะเขายัง มีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมน หลายชนิดที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น Leptin เป็นต้น อีกทั้งยังเคยมีการศึกษาที่พบว่าหากมี การเพิ่มขนาดของเซลล์ไขมัน (Hypertrophy) และการเพิ่ม จำนวนของเซลล์ไขมัน (Hyperplasia or Adipogenesis) จะ ทำให้มีการสะสมของไขมันและการกระจายตัวของไขมันภายในร่างกายของเด็ก และมีส่วนสำคัญต่อภาวะการตอบสนองต่อ อินซูลินอีกด้วย (Insulin Sensitivity)

6. การได้รับฮอร์โมน

ระบบที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายของเด็ก ๆ นั่นก็คือ การได้รับฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ ที่ร่างกายของเราในวัยเด็ก ต้องการอย่างเหมาะสมไม่ว่าจะเป็น Growth Hormone ฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูกกล้ามเนื้อและการเจริญเติบโต รวมไปถึง Leptin “ฮอร์โมนอิ่ม” ที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันทำหน้าที่ของตนจนทำให้เด็ก ๆ มีลักษณะรูปร่างที่สมส่วนอีกทั้งไม่มี อาการอ้วนลงพุงเพราะมีการกระจายของไขมันในร่างกายอย่างเหมาะสมแล้วนั่นเอง

B. ถ้าไม่มีองค์ประกอบ

ตามข้อ A

จะเกิดผลดังต่อไปนี้

1. เกิดภาวะโรคอ้วนลงพุง

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าว่าแม้เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นมาด้วยสภาพทางร่างกายที่มีอาการครบ 32 รวมทั้งการทำงานของระบบใน ร่างกายอย่างสมบูรณ์ หากแต่ก็ยังคงมีเด็ก ๆ อีกหลายรายที่พบว่าได้รับสืบทอดเชื้อสายจากพันธุกรรมอันเกี่ยวกับระบบ การทำงานของร่างกายที่ไม่เหมาะสมมาจากบรรพบุรุษของตน ส่งผลให้ไม่สามารถย่อยสลายอาหารและเผาผลาญพลังงาน ได้เหมาะสมต่อร่างกายในแต่ละช่วงวัยได้อันเป็นเหตุให้ไขมันส่วนเกินกระจายไปทั่วร่างกายและทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนลงพุงใน เด็ก เช่น ดาวน์ซินโดรม เป็นต้น

2. กระทบการเจริญเติบโตให้สมวัย

เมื่อร่างกายของคนเราในวัยเด็กต้องประสบกับปัญหาระบบทาง เดินอาหารทำงานอย่างผิดพลาด ย่อมส่งผลกระทบด้านร่างกาย ของเด็กเป็นอันมากโดยเฉพาะการเจริญเติบโตให้สมวัยอันเนื่อง มาจากการย่อยและการดูดซึมสารอาหารรวมไปถึงความรู้สึกอิ่มทำงานอย่างผิดปกติ อาทิ หากกระเพาะและลำไส้เกิดการบีบตัว เร็วกว่าปกติที่ควร ก็จะเป็นเหตุให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าตนหิวได้ง่ายอยู่ ตลอดเวลา และอาจมีอาการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมันก็ส่งผลต่อการสะสมไขมันในเซลล์ไขมันที่อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะในส่วนที่คนเรามักมองเห็นได้ง่ายอย่าง บริเวณหน้าท้องและภายในช่องท้อง เป็นต้น

3. เซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่

พฤติกรรมของลูกบ้านในลำไส้ของเราอย่างแบคทีเรียเองก็สำคัญ เมื่อใดก็ตามที่ไปที่แบคทีเรียทั้งดีและร้ายไม่สามารถ สมานฉันท์หรือรักษาการทำหน้าที่ของตนในระบบทางเดินอาหารได้อย่างปกติก็อาจจะทำให้เกิดการอักเสบภายในระบบ GALT ซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติโดยเฉพาะการทำหน้าที่ไปกระตุ้นเซลล์ไขมัน ทั่วร่างกายในบริเวณหน้าท้องและภายในช่องท้องทำให้เมื่อไม่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายคอยกำกับดูแลจึงมีการเก็บไขมัน เข้าไปภายในเซลล์มากยิ่งขึ้นทำให้เซลล์ไขมันก็มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย (Hypertrophy) ซึ่งการควบคุมอาหารและการ ออกกำลังกายนั้น ส่งผลไม่มากต่อการกำจัดไขมันในจุดที่ลดได้ยากเหล่านี้

4. การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

เด็กคนใดมีกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ดีย่อมมีส่วนช่วยทำให้มีรูปร่างที่ดีตามไปด้วย โดยเฉพาะกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพื่อเอาไปใช้ในการเจริญเติบโตอย่างอัตราการเผา ผลาญพลังงานในร่างกายขณะอยู่นิ่ง BMR (Basal Metabolic Rate) โดยกระบวนการเผาผลาญพลัง งานในร่างกายขณะหยุดนิ่งหรือพักอยู่นี้ กว่า 40% เกิดมาจากการเผาผลาญพลังงานของกระดูกและ กล้ามเนื้อซึ่งมีอยู่ในร่างกายมากเป็นจำนวนสัดส่วนถึงประมาณ 70% ของมวลรวมร่างกายของเรา ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองในร่างกายของเด็กๆ ที่มีมวลกล้ามเนื้อสูง ๆ ก็จะทำให้มีกระบวนการเผาผลาญ พลังงานได้สูงกว่าเด็ก ๆ ที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อยกว่านั่นเอง

5. กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน

กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) มีการศึกษาพบว่า สาเหตุของอาการอ้วนในเด็ก ๆ เกิดมาจากมีการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) มากเกินความเหมาะสมตามปกติของร่างกาย นอกจากจะเกิดความอ้วนได้ง่ายอันเนื่องมาจากเซลล์ไขมันทำหน้าที่ของตนเองในฐานะแบตเตอรี่ของร่างกายทำการกักเก็บพลังงาน ที่เรียกว่าไขมันมากเกินกว่าปกติที่ควรจะเป็นแล้ว เมื่อมีการเก็บ พลังงานเป็นไขมันในจำนวนที่มากเกินไปก็ย่อมมีอาการคล้ายคลึงกับการชาร์ทแบตเตอรี่ ในโทรศัพท์มือถือมากเกินความต้องการ แบตเตอรี่โทรศัพท์ก็อาจเสียหายและเสื่อมสภาพไปหรือถึงขั้น ระเบิดขึ้นได้ตามข่าวที่เคยมีมา อาการของเซลล์ไขมันก็ไม่ได้มีข้อ แตกต่างมากนักเพราะเมื่อมีการเก็บกักพลังงานในรูปแบบไขมัน เกินกว่า limit ก็จะทำให้สารที่ให้ความชุ่มชื้นโดยรอบเซลล์ไขมันที่เรา รู้จักกันดีในชื่อสารคอลลาเจน ชนิด Extracellular Matrix (ECM) ที่ทำหน้าที่กระชับและรักษาผิวหนังให้เต่งตึงเรียบเนียนสวยงามมี ปริมาณลดลง

6. มีรูปร่างผิดปกติ

ในร่างกายของมนุษย์นั้นต่างก็อาศัยฮอร์โมนหลากหลายชนิดที่ใช้ในการทำงาน เช่น Growth Hormone ไทรอยด์ ฮอร์โมนเป็นต้น ซึ่งการมีอยู่และทำหน้าที่ต่าง ๆ ของ ฮอร์โมนนั้นเปรียบได้กับระบบเชื่อมต่อการทำงานส่วน ต่าง ๆ ใน ร่างกาย แล้วเมื่อฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ กระตุ้น การทำงานในส่วนใดขึ้น ก็ย่อมจะมีผลต่อเนื่องให้ร่างกาย มีการสะสมไขมันไว้เป็นพลังงานอีกครั้งโดยการกระจาย ตัวของไขมัน รวมถึงการสร้างมวลกล้ามเนื้อซึ่งเป็นแหล่ง ที่ใช้ในการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่ดีเยี่ยมส่วนหนึ่ง ของร่างกายคนเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่ฮอร์โมนต่างๆ ทำงาน อย่างผิดปกติ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราการสะสมของ พลังงานอย่างไขมัน อันจะส่งผลต่อไปให้รูปร่างของคุณ นั้นผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วนลงพุง หรืออาการผอม แคระแก่นมากเกินควร

C. ทางแก้ปัญหา

1. ศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

ในปัจจุบัน ได้มีความพยายามค้นคว้าและศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขข้อ บกพร่องอันเกิดมาจากลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อความอยากอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตและ ไฟเบอร์ต่าง ๆ รวมไปถึงอาการน้ำหนักตัวมากเกินความเหมาะสม ด้วยการให้ร่างกายได้รับสารอาหารและยาบางชนิด รวมไปถึงการ แก้ไขด้วยการผ่าตัด (Bariatic Surgery) นั้น หากแต่ด้วยความที่ บุคคลแต่ละคนนั้นต่างมีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และลักษณะทางพันธุ กรรมที่แตกต่างกันออกไปทำให้หากต้องมีการรักษาจะต้องเลือกใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปให้ถูกต้องตามลักษณะพันธุกรรมของ เด็กๆ แต่ละคน

2. ทำให้ร่างกายลดการดูดซึมไขมันจากระบบทางเดินอาหาร

อันเนื่องมาจากโรคอ้วนและความผิดปกติต่าง ๆ ทางร่างกายที่เกิดมาจากเซลล์ไขมันสะสมไขมันเป็นพลังงานให้กับ ร่างกายเป็นจำนวนมากเกินควร จึงได้มีการศึกษาอีกวิธีการหนึ่งซึ่งจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้นั้นก็คือการทำให้ ร่างกายของเราลดการดูดซึมไขมันจากระบบทางเดินอาหารเพื่อไม่ให้ร่างกายของเราได้รับไขมันส่วนเกินมากเกินไปนั้นเอง โดยวิธีการใช้สารชนิดต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพและให้ผลเป็นการยับยั้งการดูดซึมไขมันของระบบทางเดินอาหารอันได้แก่ ใยอาหารที่พบมากจากธัญพืชต่าง ๆ Chitosan Saponins ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับเข้าไปแล้วมันจะเข้าไปจับกับไขมันโดย ตรงแล้วทำให้ไขมันมีขนาดใหญ่ ทำให้ไม่อาจดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้และถูกขับออกไปทางระบบทางเดินอาหารในที่สุด

3. ให้สารกลุ่ม Prebiotics และ Probiotics

การทำให้ลูกบ้านอย่างแบคทีเรียในลำไส้สามารถปรองดองกันได้ อย่างสงบสุขหรือที่เรียกว่าอยู่ในสภาวะสมดุลนั้น เราสามารถทำ ได้โดยการให้สารกลุ่ม Prebiotics และ Probiotics โดย Prebiotics คือสารกลุ่มโพลีแซคคาไรดที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร (Non- digestible polysaccharides) เมื่อเรานำสารดังกล่าวเข้า สู่ร่างกายแล้วสารประเภทนี้จะเข้าไปปรับสภาพแวดล้อมของระบบ ลำไส้ และทางเดินอาหารของเราให้สวยงามและเป็นมิตรต่อเหล่าลูก บ้านอย่างแบคทีเรียให้เกิดความสงบสุขและสมานฉันท์กันได้ โดยจะส่งผลต่อไปยังกระบวนการเมตาบอลิซึมย่อยสลายสาร อาหาร และนำไปซ่อมแซมเสริมสร้างร่างกายให้กลับมาแข็งแรงทั้ง
Prebiotics และ Probiotics จะเข้าไปปรับสมดุลของแบคทีเรีย ภายในลำไส้ และส่งผลให้มี การทำงานของ Glucose- Insulin
Homeostasis ที่ดีขึ้นได้

4. เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน

การทำให้ร่างกายมีกระบวนการเผาผลาญพลังงานที่ดี ร่างกายของคนเรานั้นเปรียบได้ดังจักรกลชีวภาพ ชนิดหนึ่ง หากจะเปรียบให้เห็นภาพชัดเจนนั่นก็คือเป็นดังเช่นรถยนต์คันหนึ่ง ซึ่งผู้ขับขี่ต้องคอยดูแลระบบ น้ำมันเชื้อเพลิง และการเผาผลาญพลังงานให้เป็นปกติอยู่เสมอรถยนต์ถึงจะวิ่งได้อย่างปกติและมีประสิทธิ ภาพ ร่างกายคนเราก็เช่นเดียวกันต้องการระบบการเผาผลาญพลังงานที่ดีเพื่อให้ร่างกายส่วนต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเป็นปกติ โดยเราสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ได้โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

4.1 เพิ่มปริมาณการรับประทานอาหาร

การเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานด้วยการเพิ่มปริมาณการรับประทาน อาหาร เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปแล้วร่างกายของเราก็ต้องใช้พลัง งานในการนำมาย่อยสลายอาหารและดูดซึมสารอาหารที่เราทานเข้าไปเรียกกันว่ากระบวนการ Thermic Effect of Food (TEF) ทั้งนี้ เราสามารถเพิ่มอัตรา การเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นไปอีกด้วยการทานอาหารประเภทโปรตีนซึ่ง ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อาหารประเภท คาร์โบไฮเดรตเพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หากแต่ อาหารประเภทไขมันจะเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้น้อยที่สุดคือประมาณ 3% หรือไม่อาจเผาผลาญพลังงานได้เลยก็เป็นได้ ทั้งการทานอาหารประเภทโปรตีน เองยังช่วยให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วทำให้สามารถลดปริมาณการรับสารอาหารคิด เป็นพลังงานลดลงได้ถึง 400 แคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว

4.2 ออกกำลังด้วยวิธี High- Intensity Interval Training (HIIT)

เมื่อมีการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์อย่าง เหมาะสมแล้ว การช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานที่ดีให้กับ ร่างกายย่อมหนีไม่พ้นการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่มีช่วงที่ต้องออกแรงอย่างหนักหรือใช้ความเร็ว เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เรียกกันว่า High- Intensity Interval Training (HIIT) เพราะเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่จะ ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้มากยิ่งขึ้นกว่าการออกกำลังกายแบบปกติ ข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนอย่าง เห็นผลนั่นก็คือ การ HIIT ต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานานประมาณ 12 สัปดาห์ สามารถที่จะช่วยในการลด น้ำหนักได้อีกเพิ่มมากขึ้นอีกประมาณ 2 กิโล ลดไขมันที่หน้าท้องได้อีกกว่า 17% เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายแบบปกติ จึงเหมาะ สมที่จะนำมาใช้ในการลดน้ำหนักควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร

4.3 เวทเทรนนิ่ง

การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มอันเนื่องมา จากเซลล์กล้ามเนื้อนั้นเป็นจุดที่สำคัญในการเผาผลาญ พลังงานที่ร่างกายของเราสะสมไว้ เพราะฉะนั้นใครที่ต้อง การลดน้ำหนักอย่างถาวรหรือรักษารูปร่างที่ดีสมส่วนให้นานที่สุด โดยไม่มีอาการไขมันกลับมาสะสมใหม่หรือ อาการที่เรียกกันว่าโยโย่ นอกจากการควบคุมอาหารการ กินและการออกกำลังกายตามปกติธรรมดาเป็นประจำ สม่ำเสมอแล้ว ก็ยังควรต้องเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อ เสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เรียกกันว่าเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) อีกด้วยถึงจะดี

4.4 นอนดึกทำให้อ้วน

การพักผ่อนให้เพียงพอ ใคร ๆ หลายคนโดยเฉพาะกลุ่ม เด็ก ๆ วัยรุ่นหนุ่มสาวหรือคนทำงานทั้งหลายมักจะไม่ค่อย เห็นความสำคัญกับการพักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ ทำงานหามรุ่งหามค่ำอดหลับอดนอนกันอยู่เสมอ โดยไม่รู้ เลยว่าการอดนอนหรือพักผ่อนที่ไม่เพียงพอนั้นส่งผลทำ ให้ร่างกายอ่อนล้าระบบเผาผลาญพลังงานได้ลดน้อยลง แถมเป็นการเพิ่มฮอร์โมนความรู้สึกหิว Ghrelin แล้วลด ฮอร์โมนความรู้สึกอิ่ม Leptin เรียกแปลว่ายิ่งนอนดึกก็ยิ่ง หิว ยิ่งหิวก็ยิ่งกิน ยิ่งกินก็ยิ่งอ้วนนั่นเอง

4.5 เลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิด
สายป่านยาวปานกลาง

การเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดสายป่านยาวปาน กลาง (Medium Chain Triglycerides – MCT) แทนไขมันชนิดสายยาว (Long Chain Triglycerides) เช่น น้ำมันมะพร้าวนั่นเอง เพราะจัดการศึกษาทางการแพทย์พบว่าหากเราเลือกบริโภคไขมันชนิดสายยาวปานกลาง MCT นี้ เข้ามาทดแทนการบริโภคอาหารประเภทไขมันชนิดสายยาวจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ในขณะที่ไขมันแบบปกตินั้น ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ช่วยเพิ่มเลยในบางกรณี อย่างไรก็ตามไขมันก็ยังคงเป็นไขมัน หากเราบริโภคไขมันมากเกินไปจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ในที่สุด

5. ลดกระบวนการสร้างเซลล์ไขมันใหม่

การลดกระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) ใหม่ มีการศึกษาถึงกระบวนการลดการเปลี่ยนจาก เซลล์ไขมันตัวอ่อน(Preadipocyte) ไปเป็นเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ด้วยการลดการจับของตัวรับระดับ นิวเคลียสที่มีชื่อเรียกว่า PPAR-γ, Mineralocorticoid และGlucocorticoid Receptors (MR and GR) โดยสารที่มีซื่อเรียกว่า Hsp90 blockers พบว่า เมื่อเราใช้สารที่ลดการทำงานของ Hsp90 จะส่งผล ให้เซลล์ไขมันตัวอ่อน (Preadipocyte) ลดการตอบสนองต่อฮอร์โมนต่าง ๆ ในการนำไขมันส่วนเกินเข้าสู่ เซลล์ และไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์ไขมันปกติ (Adipocyte) ทำให้ไม่เกิดภาวะสะสมไขมันตามส่วนต่าง ๆ ภายใน ร่างกาย และลดการเกิดภาวะ Metabolic Syndromeได้ นอกจากนี้ยังพบว่า Retinoic Acid ก็มี คุณสมบัติในการลดการเกิด Adipogenesis ได้อีกด้วย

6. ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบ
การเผาผลาญและการสะสมไขมันในร่างกาย

ภาวะสมดุลของฮอร์โมน นอกจากฮอร์โมนตามปกติที่รู้จักกันแล้ว ยังมีฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการเผาผลาญและการ สะสมไขมันในร่างกาย เช่น

6.1 ฮอร์โมนอิ่ม Leptin

Leptin ที่มีชื่อเล่นว่า ฮอร์โมนอิ่ม เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์ ไขมันแล้วถูกส่งผ่านตามกระแสโลหิต ไปยังตัวรับที่สมองเพื่อ ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่ม แต่ถ้าเมื่อไรที่เราได้รับน้ำตาลฟรุกโตส ที่พบในผักและผลไม้ซึ่งมันก็คือน้ำตาลที่เราใส่ปรุงอาหารและชง กาแฟนั้นเอง เมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ตับจะไม่สามารถ กักเก็บฟรุกโตสได้พอ ก็จะเปลี่ยนมาเป็นไขมันในเซลล์ไขมันและ กระตุ้นการหลั่ง Leptin เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ทำให้สมองไม่ ตอบสนองต่อ Leptin อีกต่อไป ทำให้ความรู้สึกอิ่มลดลงในที่สุด

6.2 ฮอร์โมนแห่งความเครียด Cortisol

Cortisol หรือ ฮอร์โมนแห่งความเครียด เมื่อมีความเครียดจะทำ ให้เกิดการหลั่ง Cortisol เพิ่มขึ้น และ Cortisol จะทำให้มีการ เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นไขมันได้ในที่สุด

Back To Top