skip to Main Content

A. ที่มาที่ไปคืออะไร?

เพราะอะไรถึงมีผลอย่างนั้นเกิดขึ้น
(Why What)

วัยผู้สูงอายุ

1. พันธุกรรม

ในร่างกายของผู้สูงอายุหรือเข้าสู่วัยทองซึ่งได้รับสืบทอดเชื้อสายความฉลาดความแข็งแรงทนทานต่างๆมาจากบรรพบุรุษกันว่าที่เรียกกันว่าพันธุกรรมนั้น เปรียบได้กับการได้รับของขวัญอันประเสริฐจาก บุพการีซึ่งจะส่งผลให้มีรูปร่างหน้าตาที่ดีสมส่วน ไม่เกิดปัญหาทางร่างกายต่าง ๆ อาทิ การมีน้ำหนัก เกินกว่าความเหมาะสม ไม่ว่ามากหรือน้อยจนเกินไป การกระจายตัวของไขมันตามร่างกายที่ไม่เหมาะสม และยังส่งผลกระทบบางอย่างที่คนทั่วไปมักจะไม่ สังเกตก็คือพันธุกรรมที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษมักจะทำให้เด็ก ๆ มีรสนิยมหรือความชอบทางด้าน อาหารการกินที่คล้ายกับบิดามารดารวมไปถึงการมีความรู้สึกอยากอาหารที่เหมาะสมเป็นต้น

2. ระบบทางเดินอาหาร

ระบบในร่างกายที่สำคัญระบบหนึ่งของคนเราและต้องดูแล ให้ความสำคัญอย่างมากในวัยผู้สูงอายุนั่นก็คือ ระบบทาง เดินอาหาร เพราะหากผู้สูงอายุคนใดสามารถดูแลรักษา โครงสร้างร่างกายและระบบทางเดินอาหารให้มีความ สมบูรณ์ดีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ สามารถ ย่อยสลายอาหารเพื่อทำการดูดซึมสารอาหาร ต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การสร้างฮอร์โมนหลายชนิดจากระบบ ทางเดินอาหารแล้ว จะทำให้เป็นคนที่ทานอาหารแล้วรู้สึก อิ่มแต่พอดี ปริมาณอาหารมีความเหมาะสมอีกครั้ง ไม่มี พฤติกรรมการบริโภคอาหารบ่อย ๆ หรือจุกจิกตลอดทั้ง วันจนเกินไป เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม ก็ย่อมส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย สามารถทำงานได้ตามปกติมีภูมิคุ้มกันที่ดีแข็งแรงมักจะไม่มีอาการเจ็บป่วยได้โดยง่าย รวมทั้งมีสมาธิและสติปัญญา ที่พัฒนาอย่างเจริญก้าวหน้าและแข็งแรงดีเยี่ยม เป็นต้น

3. ระบบลำไส้

ในระบบลำไส้ของคนเรานั้นยังมีลูกบ้านที่อาศัยระบบดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยอยู่อย่างแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งแบคทีเรีย ที่มีลักษณะพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อร่างกายและแบคทีเรียที่ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยจะมีสัดส่วน แบคทีเรียที่ดีร้อยละ 80 และ แบคทีเรียที่ไม่ดีร้อยละ 20 ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำให้เกิดความสมดุลกันของแบคทีเรียประเภทต่าง ๆ ในลำไส้ ซึ่งหากร่างกายสามารถรักษาสมดุลดังกล่าวนี้ไว้ได้ ก็ย่อมจะทำให้กระบวนการย่อยสลายและกระบวนการหมัก (Fermentation) ของอาหารและลำไส้ดำเนินไปได้อย่างเหมาะสมและนำไปสู่การผลิตกรดไขมันชนิดสั้น (Short Chain Fatty Acids-SCFA) ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เหมาะสมตามมา อีกทั้งระบบการทำงานนี้จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันภายใน ลำไส้ที่เรียกว่า GALT (Gut-Associated Lymphatic Tissue) อีกด้วย

4. การเผาพลาญพลังงาน

เช่นเดียวกันเมื่อร่างกายคนเราเจริญเติบโตจนเข้าสู่วัยผู้ ใหญ่เต็มที่แล้ว ร่างกายก็จะหยุดการเผาพลาญพลังงาน เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ทำให้กระบวนการเผาพลาญ พลังงาน BMR โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุจะยิ่งลดการเผา ผลาญพลังงานลงไปอีก เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ พลังงานไปกับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ กระดูก และ อวัยวะต่าง ๆ อย่างในวัยเด็กอีกต่อไป อีกทั้งจะยิ่งลดน้อย ถอยลงไปมากในช่วงวัยผู้สูงอายุอันเนื่องมาจาก ความเสื่อมสภาพไปตามวัยของร่างกาย

5. กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน

กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) ในร่างกายของคนเรานั้นมีเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ซึ่งทำ หน้าที่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำตนเป็นแบตเตอรี่สำรองกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปแบบไขมัน ภายในเซลล์ นอกจากนี้เพราะเขายังมีหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนหลายชนิดที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น Leptin เป็นต้น อีกทั้งยังเคยมีการศึกษาที่พบว่าหากมีการเพิ่มขนาดของเซลล์ไขมัน (Hypertrophy) และ การเพิ่มจำนวนของเซลล์ไขมัน (Hyperplasia or Adipogenesis ) จะทำให้มีการสะสมของไขมันและการ กระจายตัวของไขมันภายในร่างกายของเด็ก และมีส่วนสำคัญต่อภาวะการตอบสนองต่ออินซูลินอีกด้วย (Insulin Sensitivity)

6. การได้รับฮอร์โมน

ระบบที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายของเด็ก ๆ นั่นก็คือ การได้รับฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ ที่ร่างกายของเรา ในวัยเด็กต้องการอย่างเหมาะสมไม่ว่าจะเป็น Growth Hormone ฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูกกล้าม เนื้อและการเจริญเติบโตรวมไปถึง Leptin “ฮอร์โมนอิ่ม” ที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันทำหน้าที่ของตนจนทำให้คนเรามี ลักษณะรูปร่างที่สมส่วนอีกทั้งไม่มีอาการอ้วนลงพุงเพราะมีการกระจายของไขมันในร่างกายอย่างเหมาะสมแล้วนั่น เอง

B. ถ้าไม่มีองค์ประกอบ

ตามข้อ A

จะเกิดผลดังต่อไปนี้

1. ใขมันส่วนเกินสะสม

ร่างกายของมนุษย์ที่ได้รับการสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ บกพร่องจากบรรพบุรุษ จะแสดงผลให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเมื่อร่าง กายเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และชัดที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ เพราะจะทำ ให้เกิดปัญหาการเผาผลาญพลังงานได้น้อยกว่าปริมาณพลัง งานที่ได้จากการทานอาหารเข้าไป ทำให้ร่างกายนำพลังงานไป สะสมไว้ในรูปแบบไขมันจนเกินกว่าความเหมาะสมหรือที่เรียกกันว่าไขมันส่วนเกินนั้นเอง รวมถึงบางรายที่มีลักษณะพันธุกรรม ทางร่างกายที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยร่วมกับอาการโรคอ้วนด้วย

2. การย่อยและการดูดซึมอาหารทำงาน
ผิดปกติ

เมื่อร่างกายของคนเราในผู้สูงอายุต้องประสบกับปัญหาระบบ ทางเดินอาหารทำงานอย่างผิดพลาด ย่อมส่งผลกระทบด้าน ร่างกายของเราเป็นอันมากโดยเฉพาะการปัญหาอันเนื่องมาจากการย่อยและการดูดซึมสารอาหารรวมไปถึงความรู้สึกอิ่มทำงานอย่างผิดปกติ อาทิ หากกระเพาะและลำไส้เกิดการบีบตัวเร็วกว่า ปกติที่ควร ก็จะเป็นเหตุให้ร่ายกายของผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนหิวได้ ง่ายอยู่ตลอดเวลา และอาจมีอาการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดิน อาหารซึ่งมันก็ส่งผลต่อการสะสมไขมันในเซลล์ไขมันที่อยู่ตาม ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะในส่วนที่คนเรามักมองเห็นได้ ง่ายอย่างบริเวณหน้าท้องและภายในช่องท้อง เป็นต้น

3. เซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น

แม้ว่าร่างกายของคนเรานั้นจะเข้าสูวัยผู้สูงอายุแล้วก็ตาม สมดุล ของลูกบ้านของเราอย่างแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะส่งผลต่อการทำงานของร่างกายคนเราได้ เมื่อสมดุลของแบค ทีเรียที่ดีและไม่ดีภายในระบบทางเดินอาหารมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปก็จะกระตุ้นการอักเสบภายในระบบ GALT และส่งผลต่อไปยัง เซลล์ไขมันทั่วร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ไขมันบริเวณหน้าท้องและ ภายในช่องท้อง ให้ทำการเก็บไขมันเข้าไปภายในเซลล์เพิ่มมากขึ้น ทำให้เซลล์ไขมันมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น (Hypertrophy) ซึ่งการควบคุม อาหาร และการออกกำลังกายส่งผลไม่มากต่อการกำจัดไขมันใน จุดที่ลดได้ยากเหล่านี้ และสุดท้ายก็จะนำไปสู่ภาวะ Metabolic Syndrome ซึ่งจะนำไปสู่โรคต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น ความดัน โลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ อุดตัน เป็นต้น

4. กระบวนการเผาผลาญพลังงานที่ไม่ดี

ในร่างกายของผู้สูงอายุที่มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ดีย่อมมีส่วนช่วยทำให้มีรูปร่างที่ดีตามไปด้วย โดย เฉพาะกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพื่อเอาไปใช้ในการเจริญเติบโตอย่างอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่าง กายขณะอยู่นิ่ง BMR (Basal Metabolic Rate) โดยกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายขณะหยุดนิ่งหรือพักอยู่นี้ กว่า 40% เกิดมาจากการเผาผลาญพลังงานของกระดูกและกล้ามเนื้อซึ่งมีอยู่ในร่างกายมากเป็นจำนวนสัดส่วนถึงประมาณ 70% ของมวลรวมร่างกายของเราทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง ในผู้สูงอายุที่มีมวลกล้ามเนื้อที่ลดน้อยลงเป็นอย่างมากตามวัย ก็จะ ทำให้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงาน BMR ลดน้อยลงตามไปด้วย ทำให้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานที่ไม่ดีเหมือนวัย อื่น ๆ และส่งผลให้เกิดปัญหาด้านน้ำหนักเกินและรูปร่างไม่สมส่วนตามมาได้ค่อนข้างง่ายกว่าทุกวัยที่ผ่านมา

5. กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน

กระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) มีการศึกษาพบ ว่า สาเหตุหนึ่งของอาการอ้วนในผู้สูงอายุเอง ก็มีสาเหตุเกิดมา จากมีการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) มากเกินความ เหมาะสมตามปกติของร่างกาย นอกจากจะเกิดความอ้วนได้ง่าย อันเนื่องมาจากเซลล์ไขมันทำหน้าที่ของตนเองในฐานะแบตเตอรี่ ของร่างกายทำการกักเก็บพลังงานที่เรียกว่าไขมันมากเกินกว่า ปกติที่ควรจะเป็นแล้ว เมื่อมีการเก็บพลังงานเป็นไขมันในจำนวน ที่มากเกินไปก็ย่อมมีอาการคล้ายคลึงกับการชาร์ทแบตเตอรี่ลง ใส่โทรศัพท์มือถือมากเกินความต้องการ แบตเตอรี่โทรศัพท์ก็ อาจเสียหายและเสื่อมสภาพไปหรือถึงขั้นระเบิดขึ้นได้ตามข่าวที่ เคยมีมา อาการของเซลล์ไขมันก็ไม่ได้มีข้อแตกต่างมากนัก เพราะเมื่อมีการพลังเก็บกักเก็บพลังงานในรูปแบบไขมันเกินกว่า limit ก็จะทำให้สารที่ให้ความชุ่มชื้นโดยรอบเซลล์ไขมันที่เรารู้จัก กันดีในชื่อสารคอลลาเจนชนิด Extracellular Matrix (ECM) ที่ทำหน้าที่กระชับและรักษาผิวหนังให้เต่งตึงเรียบเนียนสวยงามมีปริมาณลดลง

6. เกิดปัญหาการควบคุมระดับน้ำตาล

ในร่างกายของผู้สูงอายุที่มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่ดีย่อมมีส่วนช่วยทำให้มีรูปร่างที่ดีตามไปด้วย โดย เฉพาะกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายเพื่อเอาไปใช้ในการเจริญเติบโตอย่างอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่าง กายขณะอยู่นิ่ง BMR (Basal Metabolic Rate) โดยกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายขณะหยุดนิ่งหรือพักอยู่นี้ กว่า 40% เกิดมาจากการเผาผลาญพลังงานของกระดูกและกล้ามเนื้อซึ่งมีอยู่ในร่างกายมากเป็นจำนวนสัดส่วนถึงประมาณ 70% ของมวลรวมร่างกายของเราทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง ในผู้สูงอายุที่มีมวลกล้ามเนื้อที่ลดน้อยลงเป็นอย่างมากตามวัย ก็จะ ทำให้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงาน BMR ลดน้อยลงตามไปด้วย ทำให้มีกระบวนการเผาผลาญพลังงานที่ไม่ดีเหมือนวัย อื่น ๆ และส่งผลให้เกิดปัญหาด้านน้ำหนักเกินและรูปร่างไม่สมส่วนตามมาได้ค่อนข้างง่ายกว่าทุกวัยที่ผ่านมา

C. ทางแก้ปัญหา

1. ศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

ในปัจจุบันได้มีความพยายามค้นคว้าและศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขข้อ บกพร่องอันเกิดมาจากลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อความอยากอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตและ ไฟเบอร์ต่าง ๆ รวมไปถึงอาการน้ำหนักตัวมากเกินความเหมาะสม ด้วย การให้ร่างกายได้รับสารอาหารและยาบางชนิด รวมไปถึงการ แก้ไขด้วยการผ่าตัด (Bariatic Surgery) นั้น หากแต่ด้วยความที่ บุคคลแต่ละคนนั้นตามมีเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และลักษณะทางพันธุ กรรมที่แตกต่างกันออกไปและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ทำให้หากต้องมีการรักษาจะต้องเลือกใช้วิธีการที่แตกต่าง กันออกไปให้ถูกต้องตามลักษณะพันธุกรรมของร่ายกายผู้ใหญ่แต่ละคน อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเสื่อมสภาพของร่ายกายในวัย ผู้สูงอายุและการฟื้นตัวที่ทำได้ยากนั้น ทางเลือกในการรักษาด้วย วิธีการผ่าตัดดูจะเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูงและอาจเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุด้วย

2. ลดการดูดซึมไขมันจากทางเดินอาหาร

การลดการดูดซึมไขมันจากทางเดินอาหาร เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถจะช่วยให้ร่างกายเราไม่ได้รับไขมันส่วนเกิน ซึ่งมีสาร หลายชนิดที่มีประสิทธิภาพในการทำงานตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นใยอาหารจากธัญพืชต่างๆ Chitosan Saponinsที่จะเข้าไปจับ กับไขมันโดยตรง นอกจากนี้ยังมีสารที่เรียกว่า Lipase Inhibitor ที่ทำหน้าที่ลดการทำงานของเอนไซม์ Lipase ที่ทำหน้า ที่ย่อยสลายไขมันภายในทางเดินอาหาร ทำให้ไขมันไม่ถูกย่อยให้มีขนาดที่เล็กลงพอที่จะถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหารเข้า ไปได้ Lipase Inhibitor พบได้ทั้งจากพืชธรรมชาติหลายชนิด เช่นใน Japanese Ginseng สารกลุ่ม Polyphenols ต่างๆ และสารที่ผลิตออกมาในรูปแบบของยา เป็นต้น

3. ให้สารกลุ่ม Prebiotics และ Probiotics

การทำให้ลูกบ้านอย่างแบคทีเรียในลำไส้สามารถปรองดองกันได้อย่างสงบสุขหรือที่เรียกว่าอยู่ในสภาวะสมดุลนั้น เราสามารถ ทำได้โดยการให้สารกลุ่ม Prebiotics และ Probiotics โดย Prebiotics คือสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ ที่ไม่ถูกย่อยในทางเดิน อาหาร (Non-digestible polysaccharides) เมื่อเรานำสารดัง กล่าวเข้าสู่ร่างกายแล้ว สารประเภทนี้จะเข้าไปปรับสภาพแวด ล้อมของระบบลำไส้และทางเดินอาหารของเราให้สวยงาม และเป็น
มิตรต่อเหล่าลูกบ้านอย่างแบคทีเรียให้เกิดความสงบสุขและสมานฉันท์กันได้ โดยจะส่งผลต่อไปยังกระบวนการเมตาบอลิซึมย่อย สลายสารอาหารและนำไปซ่อมแซมเสริมสร้างร่างกายให้กลับมาแข็งแรง

4. เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน

เนื่องจากร่ายกายในวัยผู้สูงอายุนั้นการเผาพลาญพลังงานใน ร่างกายจะถูกปรับลดลงจากในช่วงวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ลงมาก เพราะร่ายกายไม่ต้องการพลังงานไปใช้ในการเจริญเติบโตของ อวัยวะต่าง ๆ แล้ว อีกทั้งมวลกล้ามเนื้อก็ลดลงมากไปตามวัยทำ ให้ไม่มีมวลกล้ามเนื้อที่จะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานได้ดีเท่าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง จึงควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองด้วยการ เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

4.1 เพิ่มปริมาณอาหารที่รับประทาน

การเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานด้วยการเพิ่มปริมาณการ รับประทานอาหาร เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปแล้วร่าง กายของเราก็ต้องใช้พลังงานในการนำมาย่อยสลายอาหารและดูดซึมสารอาหารที่เราทานเข้าไปเรียกกันว่ากระบวนการ Thermic Effect of Food (TEF) ทั้งนี้ เราสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญ พลังงานได้มากขึ้นไปอีกด้วยการทานอาหารประเภทโปรตีนซึ่งช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อาหาร ประเภทคาร์โบไฮเดรตเพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ หาแต่อาหารประเภทไขมันจะเพิ่มการเผาผลาญพลัง งานได้น้อยที่สุดคือประมาณ 3% หรือไม่อาจเผาผลาญพลังงาน ได้เลยก็เป็นได้ ทั้งการทานอาหารประเภทโปรตีนเองยังช่วยให้เรา รู้สึกอิ่มได้เร็วทำให้สามารถลดปริมาณการรับสารอาหารคิดเป็น พลังงานลดลงได้ถึง 400 แคลอรี่ต่อวันเลยทีเดียว

4.2 ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) สำหรับผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อเพิ่ม อันเนื่องมาจากเซลล์กล้ามเนื้อนั้นเป็นจุดที่สำคัญในการเผาผลาญพลังงานที่ ร่างกายของเราสะสมไว้ เพราะฉะนั้นใครที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างถาวรหรือรักษารูปร่างที่ดีสมส่วนให้นานที่สุด โดยไม่มี อาการไขมันกับมาสะสมใหม่หรืออาการที่เรียกกันว่า โยโย่ นอกจากการควบคุมอาหารการกินและการออกกำลังกายจะปกติ ธรรมดาเป็นประจำสม่ำเสมอแล้ว ก็ยังควรต้องเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่เรียกกันว่าเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) อีกด้วยถึงจะดี ซึ่งควรจะมีที่ปรึกษาหรือเทรนเนอร์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเพื่อจัดโปรแกรมการออกกำลัง กายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งมีให้บริการในสถานบริการออกกำลังกายหลายแห่งในปัจจุบัน โดยมันยังช่วยลดอาการปวดจากโรคข้ออักเสบ การทรงตัวดี ควบคุมน้ำหนัก และควบคุมโรคเบาหวาน อีกด้วย

4.3 ชาเขียวและอู่หลงเพิ่มการเผา
ผลาญไขมัน

ชาเขียวและอู่หลง สามารถที่จะเพิ่มการเผาผลาญไขมันได้ราว 10 – 17 เปอร์เซ็นต์

4.4 พักผ่อนให้เพียงพอ นอนดึกทำให้อ้วน

ในร่ายกายผู้สูงอายุนั้น ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการนอนหลับ ให้เพียงพอ มีการศึกษาพบว่าการอดนอนสัมพันธ์กับการเผา ผลาญพลังงานที่ลดลง นอกจากนี้การอดนอนยังเพิ่มฮอร์โมน ความรู้สึกหิว Ghrelin และลดฮอร์โมนความรู้สึกอิ่ม Leptin อีก ด้วย

4.5 ดื่มกาแฟอย่างพอดี

การดื่มเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างกาแฟ มีการศึกษาพบว่าการ ดื่มกาแฟสามารถเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ได้ถึง 3 – 11 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มการลดไขมัน 47 ลดความเสี่ยงของการเป็น เบาหวาน มะเร็งในลำไส้ อาการเป็นอัลไซเมอร์ ตับแข็ง และอาการ ปวดหัว แต่ก็ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป เพราะจะทำให้มีอาการ ความดันโลหิตสูงได้

4.6 เลือกบริโภคอาหารที่มีไขมัน
ชนิดสายป่านยาวปานกลาง

การเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดสายป่านยาวปาน กลาง (Medium Chain Triglycerides – MCT) แทน ไขมันชนิดสายยาว (Long Chain Triglycerides) เช่น น้ำมันมะพร้าว นั่นเอง เพราะจัดการศึกษาทางการแพทย์ พบว่าหากเราเลือกบริโภคไขมันชนิดสายยาวปานกลาง MCT นี้ เข้ามาทดแทนการบริโภคอาหารประเภทไขมัน ชนิดสายยาวจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่าง กายได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ในขณะที่ไขมันแบบ ปกตินั้น ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ช่วยเพิ่มเลยในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ไขมันก็ยังคงเป็นไขมัน หากเราบริโภคไขมันมากเกินไปจะ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนเป็นสาเหตุของ การเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ในที่สุด

5. ลดกระบวนการสร้างเซลล์ไขมันใหม่

การลดกระบวนการสร้างเซลล์ไขมัน (Adipogenesis) ใหม่ มีการศึกษาถึงกระบวนการลดการเปลี่ยน จากเซลล์ไขมันตัวอ่อน (Preadipocyte) ไปเป็นเซลล์ไขมัน (Adipocyte) ด้วยการลดการจับของตัวรับ ระดับนิวเคลียสที่มีซื่อเรียกว่า PPAR-γ, Mineralocorticoid และ Glucocorticoid Receptors (MR and GR) โดยสารที่มีชื่อเรียกว่า Hsp90 blockers พบว่าเมื่อเราใช้สารที่ลดการทำงานของ Hsp90 จะส่งผลให้เซลล์ไขมันตัวอ่อน (Preadipocyte) ลดการตอบสนองต่อฮอร์โมนต่าง ๆ ในการนำไขมันส่วน เกินเข้าสู่เซลล์ และไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์ไขมันปกติ (Adipocyte) ทำให้ไม่เกิดภาวะสะสมไขมันตามส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายและลดการเกิดภาวะ Metabolic Syndromeได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า Retinoic Acid ก็มีคุณสมบัติในการลดการเกิด Adipogenesis ได้อีกด้วย รวมไปถึงสารในไวน์แดงที่มีชื่อว่า Piceatannol ก็มีคุณสมบัตินี้เช่นกัน

6. ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบการเผา
ผลาญและการสะสมไขมันในร่างกาย

ภาวะสมดุลของฮอร์โมน นอกจากฮอร์โมนตามปกติที่รู้จักกัน แล้ว ยังมีฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบการเผาผลาญและ การสะสมไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่จะมีฮอร์โมน มาเกี่ยว ข้องเพิ่มมากขึ้นกว่าวัยเด็กอาทิ เช่น

6.1 ฮอร์โมนอิ่ม Leptin 

การเลือกบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดสายป่านยาวปาน กลาง (Medium Chain Triglycerides – MCT) แทน ไขมันชนิดสายยาว (Long Chain Triglycerides) เช่น น้ำมันมะพร้าว นั่นเอง เพราะจัดการศึกษาทางการแพทย์ พบว่าหากเราเลือกบริโภคไขมันชนิดสายยาวปานกลาง MCT นี้ เข้ามาทดแทนการบริโภคอาหารประเภทไขมัน ชนิดสายยาวจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่าง กายได้ถึง 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ในขณะที่ไขมันแบบ ปกตินั้น ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้เพียง 3 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ช่วยเพิ่มเลยในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ไขมันก็ยังคงเป็นไขมัน หากเราบริโภคไขมันมากเกินไปจะ ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนเป็นสาเหตุของ การเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ในที่สุด

6.2 ฮอร์โมนแห่งความเครียด Cortisol

Cortisol หรือ ฮอร์โมนแห่งความเครียด เมื่อมีความเครียดจะทำ ให้เกิดการหลั่ง Cortisol เพิ่มขึ้น และ Cortisol จะทำให้มีการ เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นไขมันได้ในที่สุด

Back To Top