skip to Main Content

A. ที่มาที่ไปคืออะไร?

เพราะอะไรถึงมีผลอย่างนั้นเกิดขึ้น
(Why What)

วัยเด็ก

1. ฮอร์โมนพื้นฐาน

ในร่างกายคนเรานั้น ในช่วงวัยเด็กจะมีฮอร์โมนพื้นฐานอยู่ 2 ชนิด นั้นก็คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง และโปรเจสเตอโรน ซึ่งร่างกายจะนำไปสร้างเป็นแอนโดรเจนที่เป็นกลุ่มฮอร์โมนเพศชาย โดยในช่วงวัยเด็กฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนในเพศชายและหญิงจะมีปริมาณเท่า ๆ กันโดยอาจแตกต่างกันบ้าง ตามลักษณะพันธุกรรมของแต่ละคน ซึ่งจะต้องมีปริมาณเพียงพอไม่มากหรือน้อยเกินไป เมื่อเด็กหญิงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตที่ดีและเหมาะสมของกระดูกในร่างกายของเด็กหญิงและวัยรุ่น

2. น้ำนมจากมารดา

อย่างที่เราทราบกันดีว่า อาหารที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของเด็กทารกนั้นก็คือน้ำนมจากมารดา ไม่ใช่เพียงแค่ เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น มันยังช่วยให้ลำไส้ของเรามีการเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียที่ดี ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ (Good gut microbiota) อีกด้วย และเมื่อลำไส้ของเรามีลูกบ้านที่ดีแล้ว ย่อมส่งผลรวมไปถึงสมดุลที่ดีของฮอร์โมนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นในที่สุด

Evolution of the early-life gut microbiota and events influencing its composition. Factors such as the maternal microbiota, delivery mode, gestation time, and type of feeding strongly influence the microbiota. Colonization and expansion of the gut microbiota, shaped by diet, results in the establishment of an adult-like microbiota around 2-3 y of age, with firmicutes and bacteroidetes as the predominant phyla. Early life is a susceptible period when modifications in the gut microbiota composition can have long-term effects on health.

3. ความสมดุลของฮอร์โมน

การให้ทารกเพศหญิงได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงวัยนั้น ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะการได้รับสารอาหารที่ดีนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ต่อมไร้ท่อซึ่งมีหน้าที่ ผลิตฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ สามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และพร้อมกับการทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอต่อร่างกายของเพศหญิงในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น โดยไม่เกิดความผิดปกติใด ๆ อันไม่พึงประสงค์

4. สารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นเด็กเพศชายหรือเพศหญิงก็ตามเมื่อมีการเจริญเติบโตมาจนถึงช่วงก่อนการเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ร่างกายของคนเราก็ย่อมต้องเผชิญกับฝุ่นละอองและสารเคมีต่าง ๆซึ่งถือเป็นอนุมูลอิสระ (free radical) จำนวนมากในชีวิตประจำวัน ที่เปรียบดังตัวร้ายเข้ามาโจมตีทำลายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ด้วยเหตุนี้เองในร่างกายของเด็กเพศหญิงเองก็จะมีกระบวนการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเปรียบเป็นทหารลาดตะเวนคอยปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระภายนอกร่างกาย

B. ถ้าไม่มีองค์ประกอบ

ตามข้อ A

จะเกิดผลดังต่อไปนี้

1. ความผิดปกติทางพันธุกรรม

ร่างกายของเด็กผู้หญิงที่เกิดความผิดปกติอันเนื่องมาจากลักษณะเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่เรียกกันว่าพันธุกรรมนั้น มักจะส่งผลต่อไปยังการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศอันเป็นตัวเสริมสร้างพัฒนาการลักษณะทางเพศของแต่ละบุคคล เมื่อเกิดปัญหาระบบต่อมไร้ท่อทำงานสับสนผลิตฮอร์โมนเพศมาอย่างไม่ปกติ อาจทำให้เกิดอาการสับสนทางเพศขึ้นได้ ซึ่งในปัจจุบันเรามักจะพบความผิดปกติของยีน (Gene) มากมายหลายจุดที่ทำให้เกิดปัญหากับพัฒนาการทางเพศได้ (Disorders of Sexual Development – DSD)

2. ภาวะความไม่สมดุลของเอสโตรเจน

ร่างกายของเด็กผู้หญิงที่มีปริมาณของลูกบ้านอย่างแบคทีเรียในจำนวนที่มากเกินไป หรือมีการ ทำหน้าที่ต่างๆอย่างผิดปกติขึ้น จนส่งผลถึงการทำงานของระบบทางเดินอาหาร อาจลุกลามไปจน เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง และกระจายไปจนถึงการทำงานของอวัยวะอื่น ๆที่สำคัญทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสมอง ตับ และระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการทำงานในการสร้าง ฮอร์โมนเพศหญิง เอสโตรเจนในช่วงวัยรุ่นที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตออกมาในปริมาณมากหรือน้อยจนเกินไปก็ตาม จะส่งผลทำให้มีการเจริญเติบโตของกระดูกที่ผิดปกติ เพราะร่างกายยุติการเจริญเติบโตของกระดูก เร็วก่อนวัยอันควร ทำให้เกิดภาวะเตี้ยแคระแก่น อันเนื่องมาจากการมีภาวะเอสโตรเจนเกิน (Estrogen Dominance) นั่นเอง

3. ต่อมไร้ท่อผลิตฮอร์โมนผิดปกติ

สารอาหารที่ร่างกายของเด็กผู้หญิงจะต้องได้รับนั้น หากมากหรือน้อยจนเกินไปก็ย่อมจะส่งผลถึงระบบการทำงานของต่อมไร้ท่อ ทำให้มีการผลิตฮอร์โมนต่างๆ ออกมาอย่างผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของกระดูก และลักษณะเด่นที่บ่งบอกสภาพทางเพศของตนในช่วงวัยรุ่นได้ในที่สุด

4. การสร้างฮอร์โมนเพศผิดปกติ

การปล่อยให้ร่างกายของเด็กผู้หญิงเกิดภาวการณ์อักเสบอย่างผิดปกติต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ย่อมทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ย่อมจะส่งผลถึงการสร้างฮอร์โมนเพศ ทำให้มีลักษณะทางเพศที่ผิดปกติและไม่เหมาะสมได้

C. ทางแก้ปัญหา

1. ศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยทางการแพทย์แสดงให้เราเห็นว่า ความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ที่เกิดเฉพาะในร่างกายของมนุษย์เพศหญิงมากยิ่งขึ้น อาทิ ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นต้น อย่างไรก็ตามเรายังจำเป็นจะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้นก่อนจะสามารถนำมาใช้ในการรักษา จริงในเวชปฏิบัติ

2. ปรับสภาพแวดล้อมของระบบลำไส้และ
ทางเดินอาหาร

การทำให้ลูกบ้านอย่างแบคทีเรียในลำไส้สามารถปรองดองกันได้อย่างสงบสุขหรือที่เรียกว่าอยู่ในสภาวะสมดุลนั้น เราสามารถทำได้โดยการให้สารกลุ่ม Prebiotics และ Probiotics โดย Prebiotics คือสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร (Non-digestible polysaccharides) เมื่อเรานำสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายแล้ว สารประเภทนี้จะเข้าไปปรับสภาพแวดล้อมของระบบลำไส้และทางเดินอาหารของเราให้สวยงามและเป็นมิตรต่อเหล่าลูกบ้านอย่างแบคทีเรียให้เกิดความสงบสุขและสมานฉันท์กันได้ โดยจะส่งผลต่อไปยังกระบวนการเมตาบอลิซึมย่อยสลายสารอาหารและนำไปซ่อมแซมเสริมสร้างร่างกายให้กลับมาแข็งแรง

3. รับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ดีและเหมาะสม

การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ดีและเหมาะสม จะช่วยส่งผลให้การสร้างฮอร์โมนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายเข้าสู่วัยสาว ที่ร่างกายของพวกเธอจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศเป็นอย่างมาก จึงควรให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดี อันประกอบไปด้วยเส้นใยและสารอาหารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น DIM (Diindolylmethane) Calcium D-Glucarate Magnesium

4. เพิ่มสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

การเสริมสร้างทหารแนวหน้าเพื่อคอยปกป้องเซลล์ร่างกายจากโจรผู้ร้ายที่มาในรูปอนุมูลอิสระ
(Free Radicals) โดยการเพิ่มสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เข้ามาปกป้องเซลล์ต่างๆของร่างกายไม่ให้เกิดภาวะเซลล์เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรและการทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนเพศในร่างกาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับสาว ๆ ทั้งหลายที่ต้องการคงความอ่อนเยาว์ให้นานที่สุดนั้นเอง

Antioxidants

(สารต้านอนุมูลอิสระ)

ประเภทของ Antioxidants แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. Enzymatic antioxidants

ซึ่งทำงานผ่านทางเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องต่างๆมากมายเช่น Superoxidedismutases (SODs), Catalase และ Glutathione system

2. Non Enzymatic antioxidants

เช่น Ascorbic acid or “vitamin C”, Glutathione, Melatonin, Tocopherols and tocotrienols (Vitamin E) Carotenoids, Flavonoids และ Uric acid เป็นต้น

ซึ่งเมื่อเราได้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำก็จะมีส่วนในการช่วยลดปริมาณ อนุมูลอิสระส่วนเกินที่จะไปส่งผลเสียในการทำงานโครงสร้างต่างๆของเซลล์รวมถึง DNA ของเซลล์เราด้วยนั่นเอง

Back To Top