skip to Main Content

A. ที่มาที่ไปคืออะไร?

เพราะอะไรถึงมีผลอย่างนั้นเกิดขึ้น
(Why What)

วัยผู้สูงอายุ

1. วัยทอง

ภาวะการเข้าสู่ช่วงวัยผู้สูงอายุของเพศหญิงที่เรียกว่าวัยทองนั้น อาการหนึ่งที่แสดงให้เห็นก็คือภาวะการหมดหรือหยุดการมีประจำเดือนของเพศหญิง โดยลักษณะที่สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษอย่างพันธุกรรมนั้น นอกจากจะมีส่วนที่สำคัญต่อการทำงานของต่อมไร่ท่อในการผลิตฮอร์โมนเพศแล้ว ยังส่งผลอย่างชัดเจนต่อช่วงเวลาที่ร่างกายของเพศหญิงที่เข้าสู่วัยสูงอายุจะหมดประจำเดือน (Menopausal Period) จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้ใหญ่
หมดประจำเดือนเร็วเกินกว่าที่ควรจะเป็น จะมีผลเสียต่อการทำงานของหลอดเลือดและทำให้เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ในขณะเดียวกันหากมีการหมดประจำเดือนที่ช้าเกินไป ก็อาจจะเป็นเหตุให้เกิดโรคมะเร็งในเต้านมแทน ในปัจจุบันได้มีการค้นพบโครโมโซมที่มีผลต่ออายุที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งนำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจถึงความสำคัญของพันธุกรรมที่มีต่อการเข้าสู่วัยทองในที่สุด

2. การรักษาความสมดุลในร่างกาย

แม้ว่าร่างกายจะเข้าสู่ช่วงวัยทองแล้วก็ตาม การรักษาความสมดุลของลูกบ้าน
ในร่างกายเราอย่างแบคทีเรียลำไส้ (Gut Microbiota) ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น
อย่างมาก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการเมตาบอลิซึม ซึ่งเป็นกระบวนการ
ที่เซลล์ในร่างกายจะทำการดูดซึมและย่อยสลายอาหารและพลังงานให้กลายมาเป็นสารชนิด ต่าง ๆ อาทิ โปรตีน ลิพิด กรดนิวคลิอิกและคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้ โดยปกติแล้วการทำงานของร่างกายในเพศหญิงนั้น ตับจะเป็นฝ่ายทำหน้าที่คอยจับเอาฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนจากถนนใหญ่ อย่างกระแสเลือดไปรวมกับ กรดกลูคูโรนิก (Glucuronic Acid) ซึ่งทำหน้าที่ทั้งล้างสารพิษในร่างกายที่ตับ และน้ำดี ทำให้กลายเป็นสารประกอบเชิงซ้อน (Complex) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมากและไม่สามารถซึมผ่านผนังลำไส้ได้ จนถูกขับออกมาทางระบบทางเดินอาหารเหมือนสารพิษอื่น ๆ ที่ร่างกายเรารับเข้าไป

3. ความสมดุลของฮอร์โมน

ร่างกายของมนุษย์เพศหญิงในวัยผู้สูงอายุนั้น ควรต้องดูแลต่อมไร้ท่อและรังไข่ของต่อมหมวกไต ซึ่งทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเพศหญิง ซึ่งทั้ง 2 โรงงานดังกล่าวจำเป็นจะต้องได้รับสารอาหาร และวิตามินที่ดี เพื่อให้มีการทำงานผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ ได้ดีตามไปด้วย

4. สารต้านอนุมูลอิสระ

ร่ายกายในวัยผู้สูงอายุของเพศหญิงนั้น ยังหนีไม่พ้นการต้องเผชิญกับโจรผู้ร้ายอย่างอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ไม่ว่าจะเป็น ROS (Reactive Oxygen Species) หรือ RNS (Reactive Nitrogen Species) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญของเซลล์ภายในร่างกายตามปกติและจากภายนอกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากสารเคมี อาหาร มลภาวะ เมื่อมีการสะสมของอนุมูลอิสระมากถึงจุดหนึ่งก็จะเกิดภาวะ Oxidative Stress อนุมูลอิสระที่สะสมมาตลอดจะก่อให้เกิดการทำลายโปรตีน ไขมันและดีเอ็นเอภายในเซลล์ ในทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เกิดการเสื่อมลงของเซลล์ ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติก่อให้เกิดโรคที่สำคัญต่าง ๆ มากมาย เช่น ภาวการณ์ไม่สมดุลของการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมไปถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคยอดนิยมสำหรับผู้สูงอายุอย่างโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองและหัวใจ
รวมไปถึงมะเร็งบางชนิด ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย

B. ถ้าไม่มีองค์ประกอบ

ตามข้อ A

จะเกิดผลดังต่อไปนี้

1. ความผิดปกติทางพันธุกรรม

ผลกระทบของลักษณะเชื้อสายที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษที่เรียกว่าพันธุกรรม จะแสดงให้เรามองเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อเพศหญิงเข้าสู่วัย
หมดประจำเดือน (Menopausal Period) ที่อาจช้าหรือเร็วมากกว่าปกติ จากการศึกษาที่ยืนยันว่า การเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือนเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลเสียต่อระบบหลอดเลือด ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจ ตรงกันข้ามการเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้าเกินไป กลับจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมได้

2. ภาวะความไม่สมดุลของเอสโตรเจน

ในร่างกายของเพศหญิงที่สูงอายุนั้น ก็ยังคงมีความต้องการความสมดุลของแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
หากลูกบ้านมีพฤติกรรมที่ผิดปกติแล้วย่อมจะส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร อาจก่อให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งสุดท้ายก็จะลุกลามเหมือนไฟไหม้ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นสมอง ตับและระบบต่อมไร้ท่อซึ่งมีหน้าที่สำคัญอย่างการผลิตฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ รวมทั้งฮอร์โมนเพศหญิงอย่างเอสโตรเจนด้วย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะความไม่สมดุลของ เอสโตรเจนได้มาก และนำไปสู่อาการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสตรีที่มีภาวะวัยทองได้ในที่สุด

3. ต่อมไร้ท่อผลิตฮอร์โมนเพศผิดปกติ

แม้ว่าร่างกายของมนุษย์เพศหญิงจะล่วงเลยเข้าสูงวัยทองหรือสูงอายุ
กันแล้ว การได้รับสารอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากได้รับสารอาหารมากหรือน้อยจนเกินไปก็อาจจะทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานผลิตฮอร์โมนเพศอย่างผิดปกติและเสี่ยงทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลของเอสโตรเจน และชัดเจนยิ่งขึ้นในผู้สูงวัยที่กำลังเข้าสู่ภาวะวัยทอง

4. ฮอร์โมนเพศผิดปกติ

ในมนุษย์เพศหญิงที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วนั้น ยิ่งต้องดูแลร่างกายตัวเอง
ให้ดี การปล่อยให้ร่างกายเกิดภาวะการอักเสบที่ผิดปกติเป็นเวลานาน ๆ ย่อมส่งผลกระทบลุกลามไปยังการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะไม่สมดุลของเอสโตรเจนอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งด้วยความที่เกิดกับผู้สูงอายุการรักษาและการฟื้นตัวก็ยิ่งจะยากขึ้นไปอีก เพราะร่างกายเกิดการเสื่อมสภาพอันเนื่องมาจากช่วงอายุที่สูงมาก

C. ทางแก้ปัญหา

1. ศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

ในปัจจุบันการศึกษาวิจัยทางการแพทย์แสดงให้เราเห็นว่า ความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจนเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ที่มาเกิดเฉพาะในร่างกายของมนุษย์เพศหญิงมากยิ่งขึ้น อาทิ ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม เป็นต้น อย่างไรก็ตามเรายังจำเป็น จะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้นก่อนจะสามารถนำมาใช้ในการรักษาจึงในเวชปฏิบัติ

2. ปรับสภาพแวดล้อมของระบบลำไส้และทางเดินอาหาร

ในเพศหญิงที่เริ่มสูงวัยยิ่งต้องให้ความสำคัญของการทำให้ลูกบ้านอย่างแบคทีเรียในลำไส้สามารถปรองดองกันได้อย่างสงบสุขหรือที่เรียกว่าอยู่ในสภาวะสมดุลนั้น เราสามารถทำได้โดยการให้สารกลุ่ม Prebiotics และ Probiotics โดย Prebiotics คือสารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร (Non-digestible polysaccharides) เมื่อเรานำสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายแล้ว สารประเภทนี้จะเข้าไปปรับสภาพแวดล้อมของระบบลำไส้และทางเดินอาหารของเราให้สวยงามและเป็นมิตรต่อเหล่าลูกบ้านอย่างแบคทีเรียให้เกิดความสงบสุขและสมานฉันท์กันได้ โดยจะส่งผลต่อไปยังกระบวนการเมตาบอลิซึมย่อยสลายสารอาหาร และนำไปซ่อมแซมเสริมสร้างร่างกายให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งยังจำเป็นอยู่ในเพศหญิงวัยทอง

3. รับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ดีและเหมาะสม

การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ดีและเหมาะสมจะช่วยส่งผลให้การสร้างฮอร์โมนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ร่างกายของเพศหญิง
จะมีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศเป็นอย่างมาก จึงควรให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดีอันประกอบไปด้วยเส้นใยและสารอาหารทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น DIM (Diindolylmethane) Calcium D-Glucarate Magnesium รวมไปถึง Isoflavones ซึ่งเราสามารถได้รับสารอาหารดังกล่าวมาได้ง่าย ๆ โดยรับประทานพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไปในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายมีการสร้างฮอร์โมนเพศอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกัน

4. เพิ่มสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

ยิ่งร่างกายเข้าสู่การสูงวัยขึ้น การเสริมสร้างทหารแนวหน้าเพื่อคอยปกป้องเซลล์ร่างกายจากโจรผู้ร้ายที่มาในรูปอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ย่อมสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) เข้ามาปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายไม่ให้เกิดภาวะเซลล์เสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรและการทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนเพศในร่างกาย

Antioxidants

(สารต้านอนุมูลอิสระ)

ประเภทของ Antioxidants แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

1. Enzymatic antioxidants

ซึ่งทำงานผ่านทางเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องต่างๆมากมาย เช่น Superoxidedismutases (SODs), Catalase และ Glutathione system

2. Non Enzymatic antioxidants

เช่น Ascorbic acid or “vitamin C”, Glutathione, Melatonin, Tocopherols and tocotrienols (Vitamin E) Carotenoids, Flavonoids และ Uric acid เป็นต้น

ซึ่งเมื่อเราได้รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ ก็จะมีส่วนในการช่วยลด ปริมาณอนุมูลอิสระส่วนเกินที่จะไปส่งผลเสียในการทำงานโครงสร้างต่างๆ รวมถึง DNA
ของเซลล์เราด้วยนั่นเอง

Back To Top